บทที่ 6 บทที่ 6 คมมีด

เช้าวันที่สามของการแฝงตัวในคฤหาสน์อัครเมธีวงศ์เริ่มต้นขึ้นท่ามกลางความวุ่นวายในห้องครัวใหญ่ กลิ่นหอมของขนมปังอบใหม่และกาแฟคั่วบดชั้นเลิศลอยอบอวลไปทั่วบริเวณ บรรดาแม่บ้านและพ่อครัวต่างเดินขวักไขว่ทำหน้าที่ของตนอย่างแข็งขันเพื่อเตรียมอาหารเช้าสไตล์ตะวันตกให้กับเจ้านายผู้อยู่บนจุดสูงสุดของห่วงโซ่อาหารแห่งโลกใต้ดิน

ไวเปอร์ ในคราบของ ‘ขิง’ เด็กสาวชาวดอยผู้สวมชุดผ้าฝ้ายสีมอๆ รุ่มร่าม กำลังนั่งยองๆ อยู่ตรงมุมอ่างล้างจาน แกล้งทำท่าทางงกๆ เงิ่นๆ ในการล้างผักกาดหอม ปล่อยให้น้ำกระเซ็นเปียกผ้ากันเปื้อนไปครึ่งซีกเพื่อความสมจริงของความซุ่มซ่าม

ทว่าภายในหัวของมือสังหารสาวกลับกำลังประมวลผลแผนผังกล้องวงจรปิดในอาคารฝั่งตะวันตกที่เธอแอบจดจำมาได้เมื่อคืนอย่างเงียบเชียบ

ตึก... ตึก... ตึก...

เสียงรองเท้าหนังราคาแพงกระทบพื้นกระเบื้องดังเป็นจังหวะหนักแน่นสม่ำเสมอ บรรยากาศจอแจในห้องครัวพลันเงียบกริบราวกับมีใครมากดปุ่มปิดเสียง เหล่าคนรับใช้ต่างหยุดมือจากงานและก้มหน้าลงอย่างนอบน้อม เมื่อร่างสูงสง่าของ ศิลา อัครเมธีวงศ์ ปรากฏตัวขึ้นที่กรอบประตู

เช้านี้มาเฟียหนุ่มอยู่ในชุดสูทสีกรมท่าสั่งตัดไร้รอยยับ เสื้อเชิ้ตตัวในปลดกระดุมบนออกสองเม็ดเผยให้เห็นแผงอกแกร่งที่ซ่อนอยู่ กลิ่นน้ำหอมบุรุษ แผ่ซ่านออกมารอบตัว

“นายท่าน... รับอาหารเช้าเลยไหมคะ?” ป้าจันทร์ หัวหน้าแม่บ้านรีบก้าวออกไปถามด้วยน้ำเสียงประหม่า ปกติเจ้านายหนุ่มมักจะรอรับอาหารอยู่ที่โต๊ะอาหารด้านนอก ไม่เคยย่างกรายเข้ามาในครัวที่มีแต่กลิ่นคาวสดๆ แบบนี้

ศิลากวาดสายตาคมกริบดุจเหยี่ยวไปทั่วห้อง ก่อนจะมาหยุดอยู่ที่ร่างเล็กๆ ที่กำลังแกล้งทำเป็นนั่งตัวสั่นงันงกอยู่หน้าอ่างล้างจาน ริมฝีปากของเขากระตุกยิ้มมุมปากเพียงเสี้ยววินาทีแล้วเอ่ยขึ้น

“วันนี้ฉันเบื่ออเมริกันเบรกฟาสต์แล้ว ป้าจันทร์” น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นช้าๆ แต่ทรงอำนาจ “ฉันอยากเปลี่ยนบรรยากาศ... อยากกินอาหารเหนือ รสชาติแบบพื้นบ้านแท้ๆ”

สิ้นประโยคของศิลา พ่อครัวใหญ่ถึงกับอ้าปากค้าง ส่วนขิงที่แกล้งก้มหน้าอยู่ก็คิ้วกระตุกกึก

‘อาหารเหนือ? ไอ้มาเฟียโรคจิตนี่ นึกครึ้มอะไรมาอยากกินอาหารเหนือแต่เช้าฟะ!’ ไวเปอร์สบถด่าในใจ

“ให้ขิงเป็นคนทำสิ” ศิลาชี้นิ้วมาทางเด็กสาวชาวดอยตัวปลอมที่สะดุ้งเฮือก “เห็นบอกว่าเพิ่งลงมาจากดอย คงจะคิดถึงบ้านแย่ ฉันอยากให้เธอทำ ‘ลาบคั่ว’ กับ ‘น้ำพริกอ่อง’ ให้กินหน่อย ทำสุดฝีมือเลยนะขิง ถือซะว่าทำกินเองที่บ้านเกิด”

“ปะ... เปิ้น... เปิ้นยะได้เจ้า!” ขิงรีบรับคำเสียงสั่น ลุกขึ้นยืนกุมมือตัวเองแน่น ส่งยิ้มแหยๆ ไปให้เจ้านาย

“ดี” ศิลาพยักหน้า “ฉันจะยืนดูเธอทำตรงนี้แหละ จะได้รู้ว่าสูตรบนดอยเขาทำกันยังไง”

ข้อเสนอนั้นทำเอาไวเปอร์แทบอยากจะคว้าสากกะเบือฟาดหน้าเจ้านายให้รู้แล้วรู้รอด การต้องมาทำอาหารพื้นเมืองที่เธอจำสูตรมาจากอินเทอร์เน็ตแบบงูๆ ปลาๆ ว่าแย่แล้ว การที่มีเป้าหมายระดับ S-Class มายืนจ้องจับผิดทุกการกระทำในระยะประชิดยิ่งทำให้สถานการณ์ตึงเครียดขึ้นไปอีกร้อยเท่า

.

ห้านาทีต่อมา เขียงไม้ขนาดใหญ่และชิ้นเนื้อหมูสดๆ ก็ถูกนำมาวางแหมะไว้ตรงหน้าขิง พร้อมกับมีดบังตอเล่มเขื่องและมีดหั่นผักด้ามคมกริบ

“เริ่มเลยสิ ขิง ลาบมันต้องสับเนื้อให้ละเอียดไม่ใช่หรือไง?” ศิลายืนล้วงกระเป๋ากางเกง เอียงคอสั่งการด้วยแววตาสนุกสนานที่ซ่อนอยู่มิดชิด

ไวเปอร์สูดลมหายใจเข้าลึกๆ ควบคุมอัตราการเต้นของหัวใจไม่ให้พุ่งสูง มือเล็กๆ เอื้อมไปหยิบมีดทำครัวขึ้นมา

สัญชาตญาณนักฆ่าในหัวของเธอทำงานอัตโนมัติ ปกติเธอชินกับการจับมีดเพื่อเตรียมพร้อมสังหาร แต่ตอนนี้เธอคือเด็กดอย! ขิงต้องฝืนสัญชาตญาณทั้งหมด แกล้งทำเป็นจับด้ามมีดแบบหลวมๆ กำหมัดรอบด้ามแบบผิดหลักสรีระศาสตร์ และหั่นเนื้อหมูด้วยท่าทางเงอะงะ ยกแขนสูงเกินความจำเป็น ปล่อยให้ชิ้นเนื้อขาดบ้างไม่ขาดบ้าง

“โอ๊ย... มีดมันหนักขนาดเลยเจ้า” ขิงแกล้งบ่นกระปอดกระแปด ยกหลังมือปาดเหงื่อที่ไม่มีจริง

ศิลาที่ยืนดูอยู่อมยิ้ม เขามองทะลุการแสดงนั้นได้อย่างทะลุปรุโปร่ง กล้ามเนื้อแขนของเธอตึงเปรี๊ยะ การที่ต้องแกล้งทำเป็นไม่มีแรงควบคุมมีดนั้น ต้องใช้พลังในการฝืนกล้ามเนื้อมากกว่าการสับเนื้อจริงๆ เสียอีก

“จับมีดแบบนั้นเดี๋ยวก็บาดมือเอาหรอก”

จู่ๆ น้ำเสียงทุ้มต่ำก็ดังขึ้นที่ข้างหู!

ศิลาก้าวประชิดเข้ามาซ้อนอยู่ด้านหลังขิงตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้! แผ่นอกกว้างที่อัดแน่นไปด้วยมัดกล้ามเนื้อภายใต้ชุดสูทสัมผัสแผ่วเบากับแผ่นหลังเล็กบางของเธอ ความร้อนจากอุณหภูมิร่างกายของเขารดรินอยู่บริเวณลาดไหล่ กลิ่นน้ำหอมบุรุษผสมกับกลิ่นอายอันตรายแผ่ซ่านจนไวเปอร์เผลอเกร็งตัวแข็งทื่อ

มือใหญ่หนาของศิลาเอื้อมมาจับทับลงบนฝ่ามือเล็กที่กำลังถือมีดของขิง

“ต้องจับแบบนี้... ให้นิ้วชี้ประคองสันมีดไว้ ส่วนมืออีกข้างก็งอนิ้วหลบคมมีดซะสิ” ศิลาขยับมือของเธอช้าๆ สอนวิธีหั่นที่ถูกต้อง

‘ไอ้หมอนี่! จงใจทดสอบปฏิกิริยาตอบสนองของฉันชัดๆ!’ ไวเปอร์กัดฟันกรอดในใจ เธอต้องรวบรวมสมาธิอย่างหนักเพื่อควบคุมไม่ให้ร่างกายเผลอตวัดศอกกลับไปกระแทกปลายคางเขาตามสัญชาตญาณป้องกันตัว เธอต้องแกล้งทำเป็นตัวอ่อนปวกเปียก ยอมให้เขาชักนำมือไปตามจังหวะการหั่น

“ขะ... ขอบคุณเจ้า นายท่าน เปิ้นเข้าใจแล้วเจ้า” ขิงแกล้งทำเสียงสั่น ทำหน้าแดงก่ำเป็นลูกตำลึง ขยับตัวหนีออกจากการเกาะกุมของเขาเล็กน้อย

ศิลายอมปล่อยมืออย่างอ้อยอิ่ง แต่เขายังไม่ถอยห่าง เขายังคงยืนซ้อนอยู่ด้านหลัง เฝ้ามองดูเธอหั่นผักบนเขียงไม้อย่างใกล้ชิด

ในขณะที่ขิงกำลังแกล้งทำเป็นง่วนอยู่กับการซอยต้นหอมอย่างทุลักทุเล ศิลาที่ยืนล้วงกระเป๋าอยู่ก็ขยับแขนศอกอย่างจงใจ...

ปึก!

ศอกของเขาจงใจกระแทกเข้ากับถาดอะลูมิเนียมที่วางเครื่องครัวอยู่ริมขอบโต๊ะอย่างแรง

มีดปอกผลไม้เล่มเล็กแต่คมกริบที่วางอยู่บนถาด ร่วงหล่นลงมาจากขอบโต๊ะ พุ่งลงมายังตำแหน่งที่เท้าของขิงยืนอยู่พอดี!

ภาพทุกอย่างในสายตาของไวเปอร์ช้าลงราวกับระบบภาพสโลว์โมชั่น   สมองของนักฆ่าประมวลผลวิถีโค้งของใบมีด น้ำหนัก และความเร็วในการตกอย่างแม่นยำ สัญชาตญาณดิบที่ถูกฝังรากลึกมานานกว่าสิบปีสั่งการให้มือซ้ายของเธอพุ่งออกไปกลางอากาศเพื่อคว้ารับด้ามมีดก่อนที่มันจะบาดตัวเอ

กล้ามเนื้อไหล่ของเธอกระตุกเตรียมพุ่งไปข้างหน้า! แต่ในเสี้ยววินาทีสุดท้าย... ดวงตาของศิลาที่จับจ้องอยู่ ทำให้ความมีเหตุผลของไวเปอร์ตะโกนลั่นในหัว

อย่ารับ! ปล่อยมันตก!!’

ขิงเบรกกล้ามเนื้อตัวเองอย่างรุนแรงจนปวดร้าวไปทั้งแขน เธอเปลี่ยนจากการคว้ารับ เป็นการหลับตาปี๋ แล้วแกล้งกรีดร้องเสียงหลง

“กรี๊ดดดดดดด!”

ร่างเล็กกระโดดเหยงถอยหลังอย่างไม่คิดชีวิต แกล้งทำเป็นเสียหลักล้มหงายหลังไปชนกับแผงอกของศิลาที่ยืนซ้อนอยู่ด้านหลังอย่างแรง

เคร้ง!!

มีดปอกผลไม้เล่มนั้นตกลงกระแทกพื้นกระเบื้องเสียงดังสนั่น ก่อนจะกระเด็นไปหยุดอยู่ใต้โต๊ะ ทว่าเพราะขิงจงใจดึงสเต็ปเท้าหลบช้ากว่าที่สัญชาตญาณสั่ง ปลายมีดที่แหลมคมจึงเฉี่ยวเข้าที่หลังมือซ้ายของเธอไปเพียงนิดเดียว ทิ้งรอยขีดข่วนบางๆ ที่มีเลือดสีแดงสดซึมออกมาเล็กน้อย

“ฮือ! เปิ้นตกใจหมดเลยเจ้า! นึกว่าจะโดนมีดแทงตายแล้วเน้อ!” ขิงทรุดลงไปนั่งคุกเข่ากับพื้น ร้องไห้โฮบีบน้ำตาหยดแหมะๆ เอามือที่สั่นเทากุมข้อมือตัวเองไว้แน่น ท่ามกลางความตกตะลึงของเหล่าแม่บ้านที่รีบวิ่งเข้ามาดู

ศิลายืนนิ่งมองมีดที่พื้น สลับกับมองแผ่นหลังที่กำลังสั่นสะท้านด้วยการแสดงของขิง

เขาเห็น... เขามองเห็นทุกอย่างในเสี้ยววินาทีนั้น ไหล่ของเธอกระตุก มือของเธอขยับไปในองศาที่เตรียมจะรับมีดกลางอากาศอย่างแม่นยำ แต่เธอใจแข็งพอที่จะสั่งหยุดร่างกายตัวเองและยอมปล่อยให้มีดเฉี่ยวหลังมือเพื่อแลกกับความสมจริง

‘บ้าบิ่นจริงๆ... แต่ก็ฉลาดเป็นกรด’ มาเฟียหนุ่มคิดในใจ รอยยิ้มพึงพอใจจุดขึ้นบนมุมปาก

“ตกใจหมดเลยเหรอ ยัยเด็กซุ่มซ่าม” ศิลาย่อตัวลงมานั่งยองๆ ตรงหน้าขิง น้ำเสียงของเขาไม่ได้มีความตื่นตระหนกเลยแม้แต่น้อย

เขาเอื้อมมือไปจับข้อมือเล็กๆ ของเธอ ดึงมันออกจากการเกาะกุม ขิงพยายามจะขืนตัวแต่ก็สู้แรงมหาศาลของเขาไม่ได้ ศิลาพลิกหลังมือของเธอขึ้นมาดูรอยแผลที่เลือดกำลังซึม

“แค่ถลอกนิดหน่อยเอง ร้องไห้เป็นเด็กๆ ไปได้... ป้าจันทร์ ขอกล่องพยาบาลหน่อย” เขาสั่งเสียงเรียบ

ไม่กี่อึดใจ กล่องปฐมพยาบาลก็ถูกนำมาวาง ศิลาไม่ได้ส่งมันให้แม่บ้านจัดการ เขาหยิบสำลีชุบแอลกอฮอล์มาเช็ดคราบเลือดบนหลังมือของขิงอย่างเบามือที่สุด สัมผัสที่เย็นเยียบของแอลกอฮอล์ตัดกับความอบอุ่นจากปลายนิ้วของเขาอย่างชัดเจน

ไวเปอร์ที่ควรจะด้านชากับความเจ็บปวดกลับรู้สึกแปลกประหลาดที่ก้อนเนื้อในอกซ้าย มันเต้นผิดจังหวะไปชั่วขณะเมื่อเห็นมาเฟียหนุ่มผู้ทรงอิทธิพลกำลังบรรจงแปะพลาสเตอร์ยาสีเนื้อลงบนหลังมือของเธออย่างตั้งใจ

“เสร็จแล้ว” ศิลาเอ่ยขึ้นหลังแปะพลาสเตอร์เสร็จ เขายังคงจับมือเธอไว้ สบตากลมโตที่คลอไปด้วยน้ำตาเสแสร้งของเธอ

ใบหน้าหล่อเหลาโน้มเข้ามาใกล้จนขิงต้องกลั้นหายใจ ก่อนที่ศิลาจะกระซิบแผ่วเบาให้ได้ยินกันแค่สองคน ด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความนัยและแววตาท้าทาย

“คราวหน้า ถ้ามีของตกใส่... ก็หัดหลบให้มัน ‘เนียน’ แล้วก็ ‘ไว’ กว่านี้นะขิง... จะได้ไม่ต้องเจ็บตัวแบบนี้อีก”

พูดจบเขาก็ปล่อยมือเธอ ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง จัดสูทให้เข้าที่ แล้วเดินออกจากห้องครัวไป ปล่อยให้ขิงทำได้แค่นั่งอ้าปากค้างอยู่ที่พื้น

ทันทีที่แผ่นหลังของศิลาลับสายตาไป แววตาใสซื่อของเด็กดอยก็พลันแหลมคมดุจใบมีด ไวเปอร์กำพลาสเตอร์บนหลังมือแน่นจนข้อขาว ความโกรธปนความเจ็บใจพุ่งปรี๊ดขึ้นสมอง

‘ไอ้มาเฟียโรคจิต! ไอ้จอมซาดิสม์! ฝากไว้ก่อนเถอะ... วันไหนที่ฉันหาข้อมูลพวกนั้นเจอ ฉันจะเอาปืนยัดปากแกเป็นคนแรกเลยคอยดู!!’ มือสังหารสาวสบถอาฆาตมาดร้ายในใจ

ทว่าลึกๆ แล้ว เธอกลับไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่าสัมผัสอ่อนโยนเมื่อครู่นี้... มันกำลังทำให้กำแพงน้ำแข็งในใจของเธอเริ่มเกิดรอยร้าวเล็กๆ ขึ้นมาเสียแล้ว...

บทก่อนหน้า
บทถัดไป